วิธีคำนวณต้นทุนค่าหมึกและเมคอัพต่อชิ้น: เทียบเครื่องพิมพ์วันที่ CIJ vs TIJ vs Laser แบบละเอียด

ตารางคำนวณต้นทุนค่าหมึกและเมคอัพต่อชิ้น เครื่องพิมพ์วันที่ CIJ vs TIJ vs Laser
ยอดดูบทความ 1 ครั้ง
BETTER CODE / คู่มือวิศวกรรมคำนวณต้นทุนการพิมพ์ (TCO & COST PER PRINT)

เครื่องพิมพ์วันที่ CIJ, TIJ และ Laser คิดต้นทุนต่อชิ้นอย่างไร และระบบไหนประหยัดกว่ากัน?

ต้นทุนการพิมพ์วันที่ต่อชิ้นคำนวณต่างกันตามเทคโนโลยี: เครื่องพิมพ์วันที่ CIJ นำ (ค่าหมึกที่ยิงจริง + ค่าน้ำยาเมคอัพที่ระเหยตามชั่วโมงเปิดเครื่อง) ÷ จำนวนชิ้นทั้งหมด จึงประหยัดที่สุดเมื่อเดินไลน์ต่อเนื่องปริมาณมาก ส่วน เครื่องพิมพ์วันที่ TIJ คิดจาก ราคาตลับหมึก ÷ จำนวนพิมพ์ต่อตลับ โดยไม่มีเมคอัพระเหยทิ้ง เหมาะกับงานกะเดียวหรือเปลี่ยนล็อตบ่อย และ เครื่องพิมพ์วันที่เลเซอร์ (Laser) มีค่าหมึกและเมคอัพ 0 บาท คิดเฉพาะค่าไฟและไส้กรองดูดควัน จึงคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาว.

CIJ (หมึก + เมคอัพตามชั่วโมง)คุ้มสุดเมื่อเดินไลน์เร็วต่อเนื่อง 50,000–200,000+ ชิ้น/วัน ตัวหารจำนวนชิ้นสูงชนะค่าระเหยเมคอัพ
TIJ (คิดเฉพาะหยดหมึกที่ยิงจริง)เมคอัพ 0 บาท · ไม่เสียหมึกล้างหัวตอนเปิด-ปิด ประหยัดสุดสำหรับงานกะเดียวหรือพิมพ์ Barcode/QR
Laser (ค่าหมึกและเมคอัพ 0 บาท)สลักด้วยลำแสงถาวร ไม่มีวัสดุสิ้นเปลืองรายเดือน คืนทุนไวสำหรับไลน์ผลิตระยะยาวหลายปี

เปิด 3 สูตรคำนวณต้นทุนการพิมพ์วันที่ต่อชิ้น: CIJ vs TIJ vs Laser

ปัญหาที่ฝ่ายจัดซื้อและผู้จัดการโรงงานพบบ่อยที่สุดคือ การดูเฉพาะ “ราคาหมึกต่อขวด” หรือ “ราคาตลับหมึก” เพียงอย่างเดียวโดยไม่นำพฤติกรรมการใช้เมคอัพและชั่วโมงการเปิดเครื่องมาคำนวณด้วย ในความเป็นจริง โครงสร้างต้นทุนผันแปรของ เครื่องพิมพ์วันที่ ทั้ง 3 เทคโนโลยีมีตัวแปรหลักที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนี้:

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบ 3 สูตรคำนวณต้นทุนต่อชิ้นของเครื่องพิมพ์วันที่ CIJ หมึกและเมคอัพระเหยตามชั่วโมง, TIJ ตลับหมึกคิดตามหยดที่พิมพ์จริง และ Laser ค่าหมึก 0 บาท
แผนภาพเปรียบเทียบโครงสร้างสูตรคำนวณต้นทุนต่อชิ้นทั้ง 3 ระบบจาก บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัด
สูตรที่ 1 · ระบบพ่นหมึกต่อเนื่อง (CIJ)

เครื่องพิมพ์วันที่ CIJ (FASTJET F650 / F640)

(ต้นทุนหมึกพิมพ์ต่อการพิมพ์จริง + ต้นทุนน้ำยาเมคอัพที่ระเหยตามชั่วโมงเปิดเครื่อง + ค่าบำรุงรักษาตามรอบ) ÷ จำนวนชิ้นที่พิมพ์ทั้งหมด

ในระบบ CIJ หมึกเครื่องพิมพ์วันที่จะถูกใช้ตามจำนวนหยดที่ยิงลงบนชิ้นงานจริง แต่ น้ำยาเมคอัพ (Make-Up / ตัวทำละลาย) จะระเหยออกสู่บรรยากาศตลอดเวลาที่เปิดเครื่องวิ่งสายหมึกเพื่อรักษาความหนืด

จุดสำคัญทางวิศวกรรม: อัตราการใช้เมคอัพขึ้นอยู่กับ ชั่วโมงการเปิดเครื่องและอุณหภูมิหน้างาน มากกว่าจำนวนชิ้นที่พิมพ์ ดังนั้นยิ่งเดินไลน์ต่อเนื่องจำนวนชิ้นมาก ตัวหารยิ่งสูง ต้นทุนต่อชิ้นยิ่งถูกลงจนต่ำที่สุด
สูตรที่ 2 · ระบบตลับหมึกความร้อน (TIJ)

เครื่องพิมพ์วันที่ TIJ (FASTJET F3500 / S510)

(ราคาตลับหมึก HP 45si / ตลับหมึก TIJ) ÷ จำนวนครั้งที่พิมพ์ได้ต่อตลับ (ตามความเข้ม DPI และจำนวนบรรทัด)

ระบบ TIJ บรรจุหมึกและหัวพิมพ์ไว้ในตลับปิดสนิท ยิงหยดหมึกเฉพาะเสี้ยววินาทีที่เซนเซอร์ตรวจพบชิ้นงานเท่านั้น

จุดสำคัญทางวิศวกรรม: ค่าน้ำยาเมคอัพระเหย = 0 บาท และไม่เสียหมึกล้างหัวพิมพ์ตอนเปิด-ปิดเครื่อง (Zero Flush Waste) จึงชนะขาดในงานเดินไลน์กะเดียว งานเปลี่ยนล็อตบ่อย หรืองานพิมพ์ Barcode / QR Code คมชัดสูง
สูตรที่ 3 · ระบบเลเซอร์มาร์กกิ้ง (Laser)

เครื่องพิมพ์วันที่เลเซอร์ (FASTJET F7100 Series)

(ค่าไฟฟ้าของแหล่งกำเนิดเลเซอร์ + ค่าไส้กรองดูดควัน Fume Extractor + ค่าเสื่อมราคาเครื่องระยะยาว) ÷ จำนวนชิ้นที่พิมพ์ทั้งหมด

ใช้ลำแสงเลเซอร์ (CO₂, UV หรือ Fiber) เปลี่ยนสีผิวหรือสลักรหัสลงบนพื้นผิวบรรจุภัณฑ์โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งพาเคมีหมึก

จุดสำคัญทางวิศวกรรม: ค่าหมึกและน้ำยาเมคอัพ = 0 บาทตลอดอายุการใช้งาน ไม่ต้องสต็อกโซลเวนต์และไม่มีวันหมดอายุของหมึก เหมาะกับโรงงานที่ต้องการตัดงบวัสดุสิ้นเปลืองรายเดือน
INTERACTIVE LINE MATCHMAKER & COST ESTIMATOR

เครื่องมือประเมินโครงสร้างต้นทุนค่าหมึก & จับคู่รุ่นเครื่องพิมพ์วันที่ตามหน้างานจริง

เลือกปริมาณการผลิตต่อวัน ชั่วโมงเปิดเครื่อง จำนวนบรรทัด และพื้นผิวบรรจุภัณฑ์ของโรงงานคุณ ระบบจะวิเคราะห์ทันทีว่าต้นทุนตัวไหนเป็นตัวแปรหลัก และควรเลือกใช้เครื่องรุ่นใดจึงจะประหยัดที่สุด

ผลการวิเคราะห์หน้างาน: แนะนำเปรียบเทียบระบบ CIJ (FASTJET F650) และ TIJ (FASTJET F3500)

สำหรับขวดพลาสติกหรือผิวโค้งที่เดินไลน์กะเดียว การเลือกเทคโนโลยีขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของสายพานและระยะห่างหัวพิมพ์กับชิ้นงาน

ตัวแปรต้นทุนหลักของไลน์คุณอัตราการระเหยเมคอัพตามชั่วโมงเปิดเครื่อง vs จำนวนชิ้นต่อวัน
เทคโนโลยี & รุ่น FASTJET แนะนำFASTJET F650 / F640 (CIJ) หรือ FASTJET F3511 (TIJ)
แนวทางควบคุมงบที่คุ้มที่สุดส่งชิ้นงานจริงทดสอบระยะยิงและคำนวณตารางหมึกต่อเดือนฟรี
ขอใบเสนอราคาเปรียบเทียบต้นทุนหมึกจริง ↗

ตารางเปรียบเทียบโครงสร้างต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง 7 มิติ: CIJ vs TIJ vs Laser

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมโรงงานที่มีรูปแบบการเดินสายพานต่างกันจึงมีต้นทุนต่อชิ้นไม่เท่ากัน ตารางด้านล่างนี้สรุปองค์ประกอบค่าใช้จ่ายทั้ง 7 มิติของเครื่องพิมพ์แต่ละระบบ (ดูรายละเอียดราคารวมตัวเครื่องเพิ่มเติมที่บทความ เครื่องพิมพ์วันที่ราคาเท่าไหร่?):

มิติต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองเครื่องพิมพ์วันที่ CIJ (พ่นหมึกต่อเนื่อง)เครื่องพิมพ์วันที่ TIJ (ตลับหมึกความร้อน)เครื่องพิมพ์วันที่ Laser (มาร์กด้วยแสง)
1. หมึกพิมพ์ (Ink Cost)ใช้หมึกขวดเติมในถังพัก คิดตามจำนวนดอทและจำนวนชิ้นที่พิมพ์จริง มีให้เลือกทั้งหมึกดำ หมึกสี และหมึกทนความร้อน/ไอน้ำ (ดูหมึกเครื่องพิมพ์วันที่ ↗)ใช้ตลับหมึกสำเร็จรูป (เช่น ตลับ 42 มล. ที่มีหัวพิมพ์ในตัว) คิดตามจำนวนหยดที่ยิงลงชิ้นงานจริงและความเข้ม DPI0 บาท (ไม่ใช้หมึกพิมพ์ตลอดอายุการใช้งาน)
2. น้ำยาเมคอัพ / การระเหยขณะเดินเครื่อง (Make-Up Evaporation)มีค่าเมคอัพ โดยอัตราการระเหยขึ้นอยู่กับชั่วโมงการเปิดเครื่องและอุณหภูมิห้องผลิตเป็นหลัก แม้สายพานหยุดรอชิ้นงานแต่เปิดสายหมึกไว้ เมคอัพก็ยังระเหยต่อเนื่อง0 บาท (ไม่ใช้น้ำยาเมคอัพ) หมึกอยู่ในตลับปิดสนิท ไม่มีการระเหยทิ้งเมื่อไม่ได้สั่งยิงหมึก0 บาท (ไม่ใช้น้ำยาเมคอัพหรือตัวทำละลายเคมี)
3. น้ำยาล้างหัวพิมพ์และการสูญเสียตอนเปิด-ปิดเครื่อง (Flush & Cleaning)มีระบบดูดกลับอัตโนมัติตอนปิดเครื่องตามขั้นตอน แต่ต้องใช้น้ำยาล้าง (Wash Solution) บ้างเมื่อทำความสะอาดหัวพิมพ์ตามรอบไม่เสียหมึกล้างหัวตอนเปิด-ปิดเครื่อง (Zero Flush Waste) เพียงเช็ดหน้าตลับเบาๆ ด้วยผ้าไร้ขนเมื่อเริ่มงาน0 บาท เพียงเช็ดทำความสะอาดเลนส์หน้าหัวเลเซอร์ตามรอบปกติ
4. ชุดฟิลเตอร์และอะไหล่สิ้นเปลืองตามรอบ (Filters & Periodic Parts)มีชุดกรองหมึก (Ink Filter Assembly) และค่าบำรุงรักษาตามชั่วโมงการทำงานของปั๊ม (เช่น ทุก 4,000–8,000 ชม. ตามรุ่น)ไม่มีฟิลเตอร์หมึกในตัวเครื่อง เพราะทุกครั้งที่เปลี่ยนตลับหมึกใหม่ จะได้หัวพ่นหมึก (Nozzle) ใหม่แกะกล่องทันทีมีเฉพาะไส้กรองเครื่องดูดควัน (Fume Extractor Filter) ที่เปลี่ยนตามปริมาณฝุ่นควันจากการสลักพื้นผิว
5. พฤติกรรมเมื่อเปิดเครื่องทิ้งไว้แต่เดินไลน์ไม่ต่อเนื่อง (Idle Behavior)ต้นทุนเมคอัพต่อชิ้นจะสูงขึ้น หากเปิดเครื่องทิ้งไว้หลายชั่วโมงแต่มีชิ้นงานวิ่งผ่านน้อยประหยัดมาก เพราะช่วงที่สายพานหยุด เครื่องจะไม่ใช้หมึกเลยแม้แต่หยดเดียวไม่เสียวัสดุสิ้นเปลือง ใช้เพียงพลังงานไฟฟ้าสแตนด์บายต่ำมาก
6. ความคุ้มค่าตามปริมาณการผลิตต่อวัน (Optimal Daily Volume)คุ้มค่าสูงสุดเมื่อผลิตต่อเนื่อง 15,000 – 200,000+ ชิ้น/วัน (เดินไลน์เร็ว 8–24 ชม./วัน)คุ้มค่าสูงสุดสำหรับงาน 500 – 15,000 ชิ้น/วัน งานเปลี่ยนล็อตบ่อย หรืองานเน้น Barcode / QR Code คมชัดสูงคุ้มค่าสูงสุดสำหรับไลน์ผลิตระยะยาวหลายปีที่ต้องการตัดงบซื้อหมึกรายเดือนให้เหลือศูนย์
7. รุ่นเครื่อง FASTJET แนะนำโดย บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัดFASTJET F650 / F640 / F500 ↗FASTJET F3511 / F3541 / มือถือ S510 ↗FASTJET F7100C (CO₂) / F7100U (UV) / F7100F (Fiber) ↗
กราฟจุดตัดความคุ้มค่าต้นทุนต่อชิ้นตามชั่วโมงเดินเครื่องและจำนวนชิ้นต่อวัน เปรียบเทียบเครื่องพิมพ์วันที่ CIJ, TIJ และ Laser
จุดตัดความคุ้มค่า (Break-Even Curve) ตามปริมาณการพิมพ์ต่อวันและรูปแบบชั่วโมงการเปิดเครื่อง (ภาพประกอบโครงสร้างต้นทุน)

ตารางจำลองวิธีคำนวณต้นทุนต่อชิ้น (Step-by-Step Cost-Per-Print Worksheet) สำหรับ 3 รูปแบบโรงงานจริง

หมายเหตุสำคัญ: ตัวอย่างการคำนวณจำลองเพื่อเปรียบเทียบโครงสร้างต้นทุน (Illustrative Calculation Example)ตัวแปรและสมการในตารางด้านล่างจัดทำขึ้นเพื่อแสดงวิธีแทนค่าในสูตรวิศวกรรมตามรูปแบบการเดินสายพาน 3 ลักษณะ โรงงานสามารถนำราคาหมึกต่อขวด ราคาเมคอัพ ราคาตลับหมึก จำนวนตัวอักษร และชั่วโมงเดินเครื่องจริงของตนเองมาแทนค่าตามสูตรด้านล่าง หรือส่งตัวอย่างชิ้นงานให้ บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัด คำนวณตัวเลขจริงจากหน้างานได้ฟรี
ขั้นตอนการคำนวณ / ตัวแปรหน้างานโรงงานที่ 1: เดินไลน์เร็วต่อเนื่อง 16–24 ชม./วัน (50,000–200,000+ ชิ้น/วัน)โรงงานที่ 2: เดินไลน์กะเดียว หรือเปลี่ยนล็อตบ่อย (1,000–15,000 ชิ้น/วัน)โรงงานที่ 3: ไลน์ผลิตระยะยาวที่ต้องการตัดงบวัสดุสิ้นเปลืองรายเดือน (Zero Consumables)
ลักษณะสินค้าและบรรจุภัณฑ์ขวดน้ำดื่ม ขวดเครื่องดื่ม กระป๋อง หรือซองพลาสติกวิ่งด้วยความเร็วสูงกล่องเวชภัณฑ์ ซองฟอยล์ ถุงกาแฟ หรือกล่องลูกฟูกที่มีการสลับ SKU ระหว่างวันขวด PET ซองฟิล์ม กล่องกระดาษ หรือชิ้นส่วนโลหะที่ผลิตซ้ำสม่ำเสมอหลายปี
ตัวแปรที่ 1: จำนวนชิ้นพิมพ์ต่อวัน (N)N = 50,000 ถึง 200,000+ ชิ้น/วัน (ตัวหารจำนวนชิ้นใหญ่มาก)N = 1,000 ถึง 15,000 ชิ้น/วัน (ตัวหารจำนวนชิ้นปานกลาง-น้อย)N = ต่อเนื่องทุกกะตลอด 3–5 ปี
ตัวแปรที่ 2: ชั่วโมงเปิดเครื่องต่อวัน (H)H = 16–24 ชม./วัน เดินสายพานเต็มกำลังแทบไม่มีช่วงเปิดเครื่องทิ้งว่างH = เปิดทิ้งไว้ 8 ชม. แต่สายพานเดินจริงเพียง 2–4 ชม. (มีช่วงหยุดรอเปลี่ยนล็อต)H = 8–24 ชม./วัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการระเหยของโซลเวนต์
วิธีแทนค่าคำนวณระบบ CIJ
(ตัวอย่างการคำนวณจำลอง)
[(ค่าหมึกต่อขวด ÷ จำนวนพิมพ์ต่อขวด) × N + (อัตราใช้เมคอัพ มล./ชม. × H × ราคาเมคอัพ/มล.)] ÷ N
→ ต้นทุนต่อชิ้นต่ำที่สุด เพราะตัวหาร N สูงมากจนสัดส่วนค่าเมคอัพต่อชิ้นเหลือน้อยมาก
หากเปิด CIJ ทิ้งไว้ 8 ชม. แต่พิมพ์เพียง 2,000 ชิ้น ค่าระเหยเมคอัพ (มล./ชม. × 8 ชม.) จะถูกหารด้วยจำนวนชิ้นที่น้อย ทำให้ค่าเมคอัพต่อชิ้นสูงกว่าค่าหมึกจริงหลายเท่ามีภาระต้องสั่งซื้อหมึกและเมคอัพทุกเดือน และต้องดูแลชุดฟิลเตอร์ตามรอบชั่วโมง
วิธีแทนค่าคำนวณระบบ TIJ
(ตัวอย่างการคำนวณจำลอง)
ราคาตลับหมึก TIJ ÷ จำนวนชิ้นต่อตลับ
→ ต้นทุนต่อหยดคงที่ จึงมีค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือนสูงกว่า CIJ เมื่อพิมพ์เกินหลายหมื่นชิ้นต่อวัน หรือเมื่อต้องยิงบนผิวโค้งลึก
ราคาตลับหมึก TIJ ÷ จำนวนชิ้นต่อตลับ (เช่น พิมพ์ 2 บรรทัดได้หลายแสนชิ้นต่อตลับ)
→ ประหยัดที่สุดสำหรับกลุ่มนี้! เพราะช่วงสายพานหยุดเสียค่าเมคอัพ = 0 บาท เสียเฉพาะหยดหมึกที่ยิงจริง
สะดวกมากแต่ยังต้องสั่งซื้อตลับหมึกตามปริมาณการผลิตจริง
วิธีแทนค่าคำนวณระบบ Laser
(ตัวอย่างการคำนวณจำลอง)
(ค่าไฟฟ้า + ค่าไส้กรองดูดควันตามรอบ) ÷ N
→ ค่าหมึกและเมคอัพ 0 บาท คืนทุนค่าเครื่องไวมากในไลน์ความเร็วสูง
ค่าหมึก 0 บาท แต่หากจำนวนชิ้นต่อวันน้อย ระยะเวลาคืนทุนค่าเครื่องเริ่มต้นจะนานกว่า TIJ (ยกเว้นเลือกเช่าเครื่องเลเซอร์)ค่าหมึก = 0 บาท + ค่าเมคอัพ = 0 บาท
→ คุ้มค่าสูงสุดในระยะยาว ตัดงบจัดซื้อหมึกรายเดือนออกได้ 100% รหัสติดถาวรลบไม่ออก
สรุปรุ่น FASTJET ที่ชนะด้านต้นทุนในหน้างานนี้FASTJET F650 / F640 (CIJ) หรือ FASTJET F7100 (Laser)FASTJET F3511 / F3541 (TIJ) หรือรุ่นมือถือ S510FASTJET F7100C (CO₂) / F7100U (UV) / F7100F (Fiber)
เครื่องพิมพ์วันที่ CIJ FASTJET F650 สำหรับสายการผลิตความเร็วสูงในโรงงาน
เครื่องพิมพ์วันที่ระบบ CIJ รุ่น FASTJET F650 เหมาะกับสายการผลิตต่อเนื่องที่ต้องการกดต้นทุนต่อชิ้นให้ต่ำที่สุดบนขวด กระป๋อง และซองพลาสติก
เครื่องพิมพ์วันที่ TIJ FASTJET พิมพ์วันที่และบาร์โค้ดคมชัดสูงบนกล่องโดยไม่ใช้น้ำยาเมคอัพ
การพิมพ์ด้วยระบบตลับหมึก TIJ ของ FASTJET บนกล่องและบรรจุภัณฑ์ คิดต้นทุนเฉพาะหยดหมึกที่ยิงจริง น้ำยาเมคอัพ 0 บาท

5 ตัวแปรหน้างานที่ทำให้โรงงานเปลืองหมึกและเมคอัพเกินจำเป็น (พร้อมวิธีลดต้นทุน 15–35% ทันที)

แม้จะเลือกเครื่องพิมพ์วันที่รุ่นเดียวกับโรงงานอื่น แต่ทำไมบางไลน์ผลิตกลับซื้อเมคอัพและหมึกบ่อยกว่าปกติ? ทีมวิศวกรบริการของ บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัด สรุป 5 สาเหตุหลักที่พบจริงในโรงงาน พร้อมแนวทางปรับตั้งค่าที่ช่วยลดค่าวัสดุสิ้นเปลืองได้ทันที 15–35%:

การเปิดเครื่อง CIJ ทิ้งไว้โดยไม่ได้เดินสายพาน (Idle Make-Up Evaporation)

เครื่องพิมพ์ระบบ CIJ ต้องหมุนเวียนสายหมึกผ่านหัวพิมพ์ตลอดเวลาที่เปิดเครื่อง แม้สายพานจะหยุดรอวัตถุดิบหรือเปลี่ยนล็อต น้ำยาเมคอัพ (Make-Up) ก็ยังคงระเหยตามชั่วโมงที่เปิดเครื่องจริง การเปิดเครื่องแช่ไว้ทั้งวันเพื่อพิมพ์เพียงไม่กี่ชั่วโมงจึงทำให้สัดส่วนค่าเมคอัพต่อชิ้นพุ่งสูงกว่าค่าหมึกหลายเท่าตัว

วิธีลดต้นทุนทันที: จัดตารางรันงานพิมพ์ CIJ ให้ต่อเนื่องเป็นล็อตใหญ่ ปิดเครื่องตามขั้นตอนเมื่อหยุดไลน์เกิน 1–2 ชั่วโมง หรือเลือกใช้เครื่อง TIJ (FASTJET F3500 / S510) สำหรับไลน์ที่เดินๆ หยุดๆ

อุณหภูมิห้องผลิตสูงเกินไปทำให้ตัวทำละลายระเหยเร็ว (Ambient Temperature Effect)

น้ำยาเมคอัพของเครื่อง CIJ มีจุดเดือดต่ำเพื่อให้หมึกแห้งไวในเสี้ยววินาที หากรอบจุดติดตั้งเครื่องพิมพ์มีอุณหภูมิสูง เช่น อยู่ใกล้เตาอบ อุโมงค์หดฟิล์ม (Shrink Tunnel) หรือห้องที่ไม่มีการระบายอากาศ อัตราการระเหยของเมคอัพต่อชั่วโมงจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

วิธีลดต้นทุนทันที: ติดตั้งตัวเครื่องหลัก (Cabinet) ให้ห่างจากแหล่งความร้อน ใช้ขาตั้งแยกและสายหัวพิมพ์ (Umbilical) ยื่นเฉพาะหัวพิมพ์เข้าสู่จุดมาร์ก เพื่อรักษาอุณหภูมิถังหมึกให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

การตั้งค่าขนาดหยดหมึก (Drop Size / Boldness) และจำนวนตัวอักษรเกินจำเป็น

หลายโรงงานตั้งค่าความหนาตัวอักษร (Bold / Double Dot) หรือพิมพ์คำนำหน้าซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น ซึ่งทุกจุดดอท (Dot Matrix) ที่เพิ่มขึ้นหมายถึงปริมาณหยดหมึกที่ถูกยิงออกไปมากขึ้นตามสัดส่วนโดยตรงทั้งในระบบ CIJ และ TIJ

วิธีลดต้นทุนทันที: ปรับรูปแบบฟอนต์ให้ใช้ Dot Matrix มาตรฐาน (เช่น 5×5 หรือ 7×5 สำหรับงานทั่วไป) และตัดคำที่ไม่จำเป็นออก ช่วยลดปริมาณการกินหมึกต่อชิ้นได้ทันที 15–30% โดยที่ยังอ่านชัดเจนครบถ้วนตามกฎหมาย

การตั้งค่าความละเอียด DPI และความเข้มหมึกของเครื่อง TIJ สูงเกินความต้องการอ่านจริง

เครื่องพิมพ์วันที่ TIJ สามารถพิมพ์ความละเอียดสูงถึง 300×300 หรือ 600 dpi แต่สำหรับการพิมพ์วันที่ผลิต-วันหมดอายุทั่วไป ความละเอียด 300×150 dpi หรือโหมดประหยัดหมึก (Eco / Draft Mode) ก็ให้ความคมชัดสูงมากแล้ว การตั้งความละเอียดสูงสุดตลอดเวลาจะทำให้จำนวนชิ้นต่อตลับลดลงเกือบครึ่ง

วิธีลดต้นทุนทันที: ใช้ความละเอียด 300–600 dpi เฉพาะงานพิมพ์ Barcode / QR Code ขนาดเล็ก และปรับโหมดความหนาแน่นหยดหมึกให้เหมาะกับสีพื้นผิวกล่องหรือฉลาก

การเลือกชนิดหมึกไม่ตรงพื้นผิวทำให้ต้องล้างหัวพิมพ์บ่อยหรือเกิดของเสีย (Rework & Flush Waste)

การใช้หมึกที่ยึดเกาะไม่ดีกับฟิล์มลามิเนต ขวดเปียกไอน้ำ หรือซองเข้าห้องรีทอร์ท ทำให้เกิดงานพิมพ์เลือน ต้องเสียเวลาเช็ดล้างพิมพ์ซ้ำ หรือต้องสั่งล้างหัวพิมพ์ (Nozzle Flush) บ่อยครั้ง ซึ่งใช้น้ำยาล้างและหมึกสิ้นเปลืองโดยไม่ได้ชิ้นงาน

วิธีลดต้นทุนทันที: ส่งตัวอย่างบรรจุภัณฑ์จริงมาให้ทีมวิศวกร บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัด ทดสอบความยึดเกาะของหมึก (Adhesion Test) ก่อนเริ่มเดินไลน์จริง
FREE COST-PER-PRINT AUDIT & SAMPLE TEST

สำหรับทีมจัดซื้อและวิศวกร: สิ่งที่ได้รับเมื่อส่งชิ้นงานมาประเมินต้นทุนค่าหมึกจริงกับ บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัด

ไม่ต้องคาดเดาจากตัวเลขโฆษณาทั่วไป เพียงส่งตัวอย่างบรรจุภัณฑ์จริงของคุณมาให้ทีมวิศวกรของ บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัด เราพร้อมจัดทำรายงานเปรียบเทียบให้ครบทั้งด้านเทคนิคและงบประมาณฟรี ก่อนตัดสินใจเช่าเครื่องพิมพ์วันที่หรือซื้อขาด (อ่านเปรียบเทียบเพิ่มเติมที่ เช่าเครื่องพิมพ์วันที่ vs ซื้อขาด แบบไหนคุ้มกว่า?):

1. ทดสอบพิมพ์จริงบนบรรจุภัณฑ์ของคุณ

ทดสอบยิงวันที่ เลขล็อต และ QR Code ด้วยเครื่องจริงทั้งระบบ CIJ, TIJ และ Laser พร้อมถ่ายภาพและส่งชิ้นงานจริงกลับให้ฝ่าย QA และฝ่ายผลิตตรวจสอบความคมชัดและการยึดเกาะ

2. ตารางคำนวณต้นทุนค่าหมึกและเมคอัพต่อชิ้น

คำนวณปริมาณการใช้หมึกและน้ำยาเมคอัพต่อเดือนตามจำนวนตัวอักษร ขนาดดอท ความเร็วสายพาน และชั่วโมงเปิดเครื่องจริงของโรงงานคุณ เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อเปรียบเทียบ TCO ได้โปร่งใส

3. ใบเสนอราคาเทียบทั้ง “เช่า vs ซื้อ”

สรุปตัวเลือกทั้งแบบซื้อขาดและแบบเช่าเครื่อง (ขั้นต่ำ 3 เดือน รวมติดตั้ง อบรม และซ่อมดูแลตลอดสัญญา) เพื่อเลือกแผนที่เหมาะกับงบ CAPEX หรือ OPEX ของบริษัท

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณต้นทุนค่าหมึกและเมคอัพเครื่องพิมพ์วันที่ (FAQ)

ทำไมเครื่องพิมพ์วันที่ CIJ ถึงเปลืองน้ำยาเมคอัพมากกว่าหมึกพิมพ์?

เพราะเครื่องพิมพ์ระบบ CIJ ต้องผสมน้ำยาเมคอัพ (Make-Up Solvent) เพื่อรักษาความหนืดของสายหมึกที่วิ่งวนผ่านหัวพิมพ์ตลอดเวลาที่เปิดเครื่อง เมคอัพจะระเหยไปในอากาศตามชั่วโมงการเปิดเครื่องและอุณหภูมิห้องผลิต แม้ในจังหวะที่สายพานหยุดรอชิ้นงาน ในขณะที่หมึกพิมพ์จะถูกใช้เฉพาะเมื่อยิงลงบนชิ้นงานจริงเท่านั้น.

เครื่องพิมพ์วันที่ TIJ ตลับหนึ่งพิมพ์ได้กี่ชิ้น และคิดต้นทุนต่อชิ้นอย่างไร?

จำนวนชิ้นที่พิมพ์ได้ต่อตลับหมึก TIJ (เช่น ตลับขนาด 42 มล.) ขึ้นอยู่กับจำนวนบรรทัด จำนวนตัวอักษร ขนาดความสูงฟอนต์ และความละเอียด DPI ที่ตั้งค่า สูตรคำนวณคือ ราคาตลับหมึก ÷ จำนวนครั้งที่พิมพ์ได้จริงต่อตลับ โดยระบบ TIJ ไม่มีค่าน้ำยาเมคอัพและไม่เสียหมึกล้างหัวพิมพ์ตอนเปิด-ปิดเครื่อง.

ถ้าเดินไลน์ผลิตวันละไม่เกิน 5,000–10,000 ชิ้น ควรใช้ CIJ หรือ TIJ ถึงจะประหยัดค่าหมึกกว่ากัน?

หากเดินไลน์วันละ 1,000–15,000 ชิ้น หรือเปิดเครื่องทิ้งไว้แต่เดินสายพานไม่ต่อเนื่อง ระบบ TIJ (เช่น FASTJET F3500 Series หรือรุ่นมือถือ S510) มักให้ต้นทุนรวมต่อเดือนประหยัดกว่า เพราะเสียค่าหมึกเฉพาะหยดที่ยิงลงชิ้นงานจริง ไม่ต้องเสียค่าน้ำยาเมคอัพระเหยทิ้งระหว่างรอสายพานเหมือนระบบ CIJ.

เครื่องพิมพ์วันที่เลเซอร์ (Laser) มีต้นทุนต่อชิ้นเป็นศูนย์จริงไหม?

เครื่องพิมพ์วันที่เลเซอร์ (CO2, UV, Fiber) มีต้นทุนค่าหมึกพิมพ์และน้ำยาเมคอัพเท่ากับ 0 บาทตลอดอายุการใช้งาน แต่ในการคำนวณต้นทุนวิศวกรรม (TCO) จะคิดจากค่าไฟฟ้าของชุดกำเนิดเลเซอร์ ค่าไส้กรองเครื่องดูดควัน (Fume Extractor Filter) ตามรอบชั่วโมง และค่าเสื่อมราคาเครื่องหารด้วยจำนวนชิ้นที่พิมพ์ทั้งหมด.

จะรู้ต้นทุนค่าหมึกต่อชิ้นที่แม่นยำสำหรับบรรจุภัณฑ์ของโรงงานตัวเองได้อย่างไร?

คุณสามารถส่งตัวอย่างชิ้นงานจริง ข้อความที่ต้องพิมพ์ (เช่น MFG/EXP 2 บรรทัด หรือ QR Code) และจำนวนผลิตต่อวันมาให้ บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัด ทดสอบพิมพ์จริงและคำนวณตารางเปรียบเทียบต้นทุนค่าหมึกต่อชิ้นระหว่าง CIJ, TIJ และ Laser ให้ฟรีก่อนตัดสินใจเช่าหรือซื้อ.

บริการเช่าเครื่องพิมพ์วันที่กับซื้อขาด คิดค่าหมึกและเมคอัพต่างกันไหม?

ไม่ว่าจะเลือกเช่าเครื่องพิมพ์วันที่ (ขั้นต่ำ 3 เดือน รวมติดตั้งและซ่อมดูแลตลอดสัญญา) หรือซื้อเครื่องขาดกับ บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัด ค่าหมึกพิมพ์และน้ำยาเมคอัพจะคิดตามปริมาณการใช้งานจริงของโรงงานเหมือนกันทุกประการ.

GET YOUR CUSTOM COST-PER-PRINT WORKSHEET

ส่งชิ้นงานมาทดสอบพิมพ์และคำนวณต้นทุนค่าหมึกต่อชิ้นฟรีกับ บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัด

แจ้งชนิดบรรจุภัณฑ์ ข้อความที่ต้องพิมพ์ จำนวนชิ้นต่อวัน และชั่วโมงเดินเครื่อง ทีมวิศวกรของ บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัด พร้อมช่วยคำนวณเปรียบเทียบต้นทุนระหว่าง CIJ, TIJ และ Laser พร้อมทำใบเสนอราคาให้ครบทั้งแบบซื้อและเช่า.

ขอใบเสนอราคาและตารางคำนวณต้นทุนหมึก ↗ดูข้อมูลหมึกและน้ำยาเมคอัพ ↗ส่งรูปชิ้นงานทาง LINE @bettercode ↗

แหล่งข้อมูลอ้างอิงทางเทคนิคและขอบเขตการประเมิน

  • หลักการคำนวณอัตราการใช้หมึกพิมพ์ น้ำยาเมคอัพ (Make-Up Solvent) และตลับหมึกความร้อน: มาตรฐานวิศวกรรมประยุกต์ของ บริษัท เบทเตอร์ โค้ด จำกัด (Better Code Co., Ltd.) ตัวแทนจำหน่ายเครื่องพิมพ์วันที่ FASTJET อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
  • ข้อมูลจำเพาะของเครื่องพิมพ์วันที่ FASTJET F650 / F640 (CIJ), FASTJET F3500 Series / S510 (TIJ) และ FASTJET F7100 Series (CO2 / UV / Fiber Laser)